fbpx

สามารถสร้าง self esteem ให้เด็กได้อย่างไร?

การสร้าง Self-Esteem (ความเชื่อมั่นในคุณค่าในตัวเอง) ในเด็ก เป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดต่อพัฒนาการ ทั้งด้านอารมณ์ การเรียนรู้ ความสัมพันธ์ และทักษะชีวิต งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า เด็กที่มี self-esteem ที่ดี จะกล้าลองสิ่งใหม่ ๆ ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น และมีความยืดหยุ่นต่อความล้มเหลวมากกว่าเด็กที่ขาดความมั่นใจ (Orth & Robins, 2014; Harter, 2015)

ด้านล่างนี้คือแนวทาง ที่ทำได้จริง และ อิงงานวิจัย ในการสร้าง self-esteem ให้เด็กครับ

1) ให้ “ความสำเร็จเล็ก ๆ” อย่างสม่ำเสมอ

เด็กสร้าง self-esteem จาก “การทำได้ด้วยตัวเอง” ไม่ใช่คำชมเฉย ๆ

  • ให้เด็กทำงานที่เหมาะกับวัย เช่น เก็บของ เล่นจิ๊กซอชิ้นใหญ่ ช่วยแม่รดน้ำ
  • กำหนดเป้าหมายที่ทำได้จริง (achievable goals)
  • ชื่นชม “ความพยายาม” มากกว่าผลลัพธ์

📘 หลักฐาน:

งานวิจัยของ Harter (2015) ชี้ว่า “mastery experiences”—การได้ทำสำเร็จ—เป็นแหล่งกำเนิด self-esteem ที่สำคัญที่สุด

2) ใช้การชมแบบ “เฉพาะเจาะจง” (Specific Praise)

หลีกเลี่ยงคำชมแบบกว้าง ๆ เช่น “เก่งมาก”

ให้ใช้แบบเฉพาะ เช่น

  • “หนูพยายามต่อจนสำเร็จเลยนะ”
  • “ชอบที่หนูใจเย็นรอคิวเมื่อกี้มาก”

📘 หลักฐาน:

Dweck (2006) ระบุว่าเด็กที่ได้รับ “effort praise” พัฒนาทัศนคติแบบเติบโต (growth mindset) ช่วยเพิ่มความเชื่อในความสามารถของตัวเอง

3) ให้โอกาส “เลือก”

เด็กที่มีสิทธิ์เลือกจะรู้สึกควบคุมชีวิตมากขึ้น ส่งเสริม self-efficacy

ตัวอย่าง:

  • จะใส่เสื้อสีไหน?
  • จะเริ่มกิจกรรมอะไรก่อน?
  • จะวาดรูปหรือรดน้ำต้นไม้?

📘 หลักฐาน:

Bandura (1997) อธิบายว่าการมีอำนาจในการเลือก (autonomy) ช่วยเพิ่ม self-efficacy และ self-esteem

4) ยอมให้เด็ก “ผิดพลาดอย่างปลอดภัย”

ถ้าเราปกป้องเด็กมากไป เขาจะเชื่อว่า “ตัวเองทำไม่ได้”

  • ให้โอกาสลองก่อนช่วย
  • ถ้าพลาด ให้ใช้ประโยคส่งเสริม เช่น “ครั้งหน้าเราทำใหม่ได้นะ”

📘 หลักฐาน:

งานของ Eisenberg et al. (2015) พบว่าเด็กที่ได้รับการสนับสนุนแบบอุ่นใจ เมื่อเผชิญความผิดพลาด พัฒนาความยืดหยุ่นทางอารมณ์ดีกว่า

5) ฟังเด็ก “โดยไม่ตัดสิน”

การฟังอย่างตั้งใจ (active listening) ทำให้เด็กเรียนรู้ว่า “เสียงของหนูสำคัญ” ส่งผลต่อคุณค่าในตัวเองอย่างมาก

  • ทวนสิ่งที่เด็กพูด
  • ไม่ขัดกลาง
  • ไม่รีบแก้ปัญหาแทน

📘 หลักฐาน:

Rogers (1959) ชี้ว่าการได้รับการยอมรับแบบไม่ตัดสิน (unconditional positive regard) เป็นรากฐานการสร้าง self-worth

6) สร้างกิจวัตรที่เด็กทำเป็นประจำ (Routine → Confidence)

การมี pattern ที่เด็กคุ้นเคย ช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นคงและควบคุมได้

  • ช่วงเวลาเก็บของ
  • routine ก่อนนอน
  • routine หลังโรงเรียน

📘 หลักฐาน:

งานวิจัยพบว่าเด็กที่มี routine สม่ำเสมอมี self-regulation และ self-esteem สูงกว่า (Fiese et al., 2002)

7) ส่งเสริมการเล่นสมมติ–บทบาท

การเล่นบทบาทช่วยให้เด็ก “ลองเป็นตัวเองหลายแบบ” และสร้างภาพลักษณ์ตัวเองในเชิงบวก

  • เล่นร้านขายของ
  • เล่นหมอ–คนไข้
  • เล่นแม่ลูก

📘 หลักฐาน:

Lillard et al. (2013) พบว่าการเล่นสมมติช่วยเพิ่มความมั่นใจและการแก้ปัญหา

8) ช่วยเด็กตั้งคำพูดเชิงบวกกับตัวเอง (Positive Self-Talk)

เช่น

  • “หนูทำได้ทีละนิด”
  • “ผิดครั้งนี้ เดี๋ยวลองใหม่”
  • “หนูกล้าลองนะ”

📘 หลักฐาน:

Meichenbaum (1977) พบว่า self-instructional training ช่วยเพิ่ม self-control และ self-esteem ในเด็ก

9) อยู่ใกล้ชิดแต่ไม่ควบคุม

Warmth + Structure = ฐานสร้าง self-worth

  • อ่อนโยนแต่มีขอบเขต
  • ไม่ใช้คำตำหนิเสียดสี
  • ไม่เปรียบเทียบ

📘 หลักฐาน:

Baumrind (1991) ระบุว่า “การเลี้ยงดูแบบอำนวยการอย่างอบอุ่น (authoritative parenting)” ส่งเสริม self-esteem สูงที่สุดในทุกสไตล์การเลี้ยงดู

10) ให้พื้นที่เด็กได้ “ช่วยคนอื่น”

การช่วยเหลือคนอื่นทำให้เด็กเห็นว่าตัวเองมีคุณค่า

  • ช่วยครูเก็บของ
  • ช่วยเพื่อนถือของ
  • ช่วยรดน้ำต้นไม้ให้ครอบครัว

📘 หลักฐาน:

งานของ Eisenberg & Miller (1987) ชี้ว่าพฤติกรรมช่วยเหลือ (prosocial behavior) เชื่อมโยงกับ self-esteem สูงขึ้น