พ่อแม่จำนวนมากรู้สึกเหนื่อยใจกับพฤติกรรมเดิม ๆ ของลูก บอกให้เก็บของก็ไม่ทำเตือนให้เตรียมของก็เฉย
สุดท้ายต้อง ดุ ซ้ำ ๆ ทุกวัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พ่อแม่ไม่ได้อยากดุ แต่เพราะกลัวว่าถ้าไม่ดุ ลูกจะไม่มีวินัย ไม่เชื่อฟังไม่ยอมทำตาม และกลัวว่าอนาคตลูกจะ “เอาตัวไม่รอด”
❌ ทำไมการดุ ถึงไม่สร้างวินัยระยะยาว?
การดุอาจได้ผล ในระยะสั้น เด็กรีบทำเพราะกลัวเสียงดัง กลัวอารมณ์พ่อแม่
แต่สิ่งที่เด็กเรียนรู้คือ 👉 ทำเพื่อหยุดการดุ ไม่ใช่ ทำเพราะเข้าใจหน้าที่
ผลที่มักเกิดขึ้นคือ
- เด็กทำเฉพาะตอนมีคนมอง
- ถ้าไม่มีพ่อแม่ → ไม่ทำ
- เด็กพึ่งพาการสั่ง มากกว่าการคิดเอง
- ความรับผิดชอบไม่ตกผลึกเป็นนิสัย
ในระยะยาว การดุบ่อย ๆ ยังทำให้
- เด็กรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ดีพอ”
- ความสัมพันธ์พ่อแม่–ลูกตึงเครียด
- เด็กต่อต้าน หรือเฉยชาแทนการร่วมมือ
วินัยที่แท้จริง ไม่ใช่การควบคุมจากภายนอก
แต่คือความสามารถที่เด็ก “ควบคุมตัวเองได้” แม้ไม่มีใครสั่ง
✅ แล้ววินัยที่ยั่งยืน มาจากอะไร?
เด็กที่มีความรับผิดชอบในระยะยาว ไม่ได้เกิดจากการถูกดุ แต่เกิดจากการที่เด็ก
- เข้าใจว่า “หน้าที่ของฉันคืออะไร”
- มีโครงสร้างและ routine ที่ชัด
- ได้เลือก ได้ตัดสินใจบางอย่างด้วยตัวเอง
- ได้รับคำชมที่สะท้อนความพยายาม
เมื่อเด็ก เข้าใจ + รู้สึกเป็นเจ้าของงาน เขาจะเริ่มทำเองไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะ นี่คือสิ่งที่ควรทำ
Sun child clinic จึงได้สรุปหลักการและ วิธีสอนความรับผิดชอบแบบไม่ต้องดุ ที่ใช้ได้จริงสำหรับเด็ก 3–12 ปี เป็นแนวทางให้พ่อแม่ทุกท่านนะคะ
1) เปลี่ยนจาก “สั่ง–ดุ” → “ชวนให้รับผิดชอบ”
เด็กจะต่อต้านทันทีถ้าเราสั่งตรง ๆ
❌ “เก็บของเดี๋ยวนี้!”
✔ “ของเล่นอยู่บนพื้นเยอะเลย เราช่วยกันเก็บให้ห้องน่าเล่นดีไหม?”
คำว่า “ชวน” ทำให้เด็กเปิดใจมากกว่า และเริ่มทำด้วยอารมณ์ดี
2) ใช้ “ภาษาบรรยายสถานการณ์” (Descriptive Language)
แทนการดุ ให้บอกสิ่งที่ เห็นจริง ๆ
เด็กจะเข้าใจหน้าที่โดยไม่รู้สึกถูกตำหนิ
❌ “ทำไมไม่เก็บสักที!”
✔ “แม่เห็นตัวต่อยังวางบนพื้นอยู่ 3 ชิ้นนะลูก”
วิธีนี้ลดการต่อต้านทันทีเพราะไม่มีน้ำเสียงตำหนิ
3) มีกติกาชัดเจน + สม่ำเสมอ
เด็กต้องรู้ว่าตัวเอง “ควรทำอะไร” และ “ทำเมื่อไหร่”
ตัวอย่างกติกา
- เก็บของก่อนเริ่มอันใหม่
- แปรงฟันก่อนนอน
- ล้างกล่องข้าวก่อนเล่นตอนเย็น
เมื่อมีกติกาคงที่ เด็กจะรู้สึกว่า “นี่คือ routine ไม่ใช่คำสั่ง”
4) ใช้ “เช็กลิสต์ภาพ” แทนคำพูด
สมองเด็กจำภาพดีกว่าคำพูดยาว ๆ ติดป้ายเช็กลิสต์ไว้ เช่น
✔ เช็กลิสต์ก่อนนอน
- อาบน้ำ
- แปรงฟัน
- จัดเตียง
- เก็บของเล่น
✔ เช็กลิสต์ก่อนโรงเรียน
- ใส่รองเท้า
- หยิบกระเป๋า
- ขวดน้ำ
- กล่องข้าว
พ่อแม่ไม่ต้องดุ แค่ชี้ → เด็กทำเองได้
5) ใช้ “ผลตามธรรมชาติ” (Natural Consequences)
ไม่ใช่การลงโทษ แต่คือการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง
ตัวอย่าง
- ไม่เก็บของ → พรุ่งนี้หาไม่เจอ
- ไม่เตรียมรองเท้า → ออกจากบ้านช้ากว่าเพื่อน
พ่อแม่ไม่ต้องลงโทษหรือประชด เพราะสถานการณ์ “สอนเอง”
สำคัญที่สุด:
👉 ห้ามทำให้อับอาย
👉 ห้ามประชด หรือพูดแซวแรง
6) ชม “ความพยายาม” มากกว่า “ความเก่ง”
คำชมที่ถูกต้องจะทำให้เด็กอยากรับผิดชอบด้วยตัวเอง
❌ “เก่งจัง!”
✔ “แม่เห็นหนูตั้งใจเก็บเองทั้งหมด ดีใจมากเลยลูก”
✔ “วันนี้เริ่มทำก่อนที่แม่จะบอก ภูมิใจมากเลย”
ชมแบบ Growth Mindset = เด็กอยากทำต่อเนื่อง
7) ให้เด็ก “เลือกได้” บางอย่าง (Choices)
เด็กที่รู้สึกว่ามีอำนาจในการตัดสินใจ จะร่วมมือมากขึ้น
เช่น
- “หนูจะเก็บเลโก้ก่อนหรือสีไม้ก่อน?”
- “อยากล้างแก้วหรือจัดรองเท้าก่อนดี?”
การเลือก = ความรู้สึกเป็นเจ้าของงาน → เพิ่มความรับผิดชอบ
8) แบ่งงานใหญ่เป็นงานย่อย
คำสั่งใหญ่ = เด็กท้อ
คำสั่งย่อย = เด็กทำสำเร็จหลายครั้ง → รู้สึกว่าทำได้จริง
เช่น
❌ “เก็บห้องให้เรียบร้อย”
✔ “เก็บบล็อกก่อนนะ”
✔ “ต่อด้วยหนังสือ 5 เล่ม”
✔ “เก็บเสื้ออีก 3 ตัว”
หลายความสำเร็จเล็ก ๆ = สร้างนิสัยรับผิดชอบ
9) มี “เวลารับผิดชอบ” สั้น ๆ แต่สม่ำเสมอ
กำหนดเวลา เช่น
- 5 นาทีเก็บของก่อนนอน
- 3 นาทีเก็บของก่อนอาบน้ำ
ใช้ Timer → เด็กสนุกและตั้งใจมากขึ้น
Routine แบบนี้ช่วยให้เด็กไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ
สรุป📍
ความรับผิดชอบของเด็ก ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการดุ
แต่เริ่มจากการที่ผู้ใหญ่เข้าใจพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย
และออกแบบวิธีสอนให้เหมาะกับสมอง อารมณ์ และชีวิตจริงของเขา
เมื่อเด็ก
- รู้ว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร
- มี routine ที่ชัดและคาดเดาได้
- ได้เลือกและตัดสินใจบางอย่างด้วยตัวเอง
- ได้รับคำชมที่สะท้อน “ความพยายาม”
เด็กจะค่อย ๆ สร้างวินัยจากภายใน
ทำเพราะเข้าใจ ไม่ใช่เพราะกลัว
และความรับผิดชอบจะกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวไปในระยะยาว
